ค้างคาวแม่ไก่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้ มีลักษณะหน้าตาคล้ายสุนัขจิ้งจอก จมูก ใบหูเล็ก ตาโต ขนสีน้ำตาลแกมแดง ปีกสีดำเป็นพังผืดบาง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้ว นิ้วของค้างคาวจะยาวเกือบเท่าความยาวของลำตัว มีนิ้วหัวแม่มือสั้นกว่านิ้วอื่น ๆ เล็บหัวแม่มือแหลมคม และโค้งได้อย่างเล็บเหยี่ยวมีไว้สำหรับจับหรือยึดกิ่งไม้ โตเต็มที่เวลากางปีกจะยาวประมาณ 3 ฟุต ออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลานอนจะห้อยหัวลง และจะนอนในเวลากลางวัน พอพลบค่ำจะออกหากินตามป่า ตามสวน อาหารที่ชอบมาก ได้แก่ ลูกและใบอ่อนของต้นไทร ต้นโพธิ์ ต้นนุ่น และผลมะม่วงแก่ ฝรั่งแก่ ฯลฯ โดยกัดเคี้ยวและกลืนเฉพาะน้ำ ส่วนกากจะคายทิ้ง จึงทำให้มีการถ่ายมูลเป็นของเหลว พอรุ่งสว่างจะบินกลับมาที่เดิม โดยอยู่เป็นกลุ่มเฉพาะบริเวณวัดโพธิ์บางคล้า ไม่ว่าแดดจะร้อนจัด หรือฝนตกก็จะไม่หลบหนีไปไหน
ค้างคาวเหล่านี้อาศัยอยู่ในวัดโพธิ์บางคล้ามาเป็นเวลานานแล้ว ไม่มีผู้บันทึกไว้ชัดเจน ตั้งแต่ในเมื่อสมัยพระครูสุตาลงกตเป็นเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. 2573 – 2509 ซึ่งท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำให้วัดโพธิ์บางคล้ามีค้างคาวนับแสนตัวมาอาศัยเกาะต้นไม้ในบริเวณวัดโดยไม่อพยพไปอยู่ที่ไหน
มีเรื่องเล่าแปลกๆเกี่ยวกับค้างคาวที่อาศัยอยู่บริเวณวัดซึ่งเล่าขานต่อกันมา เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 ที่มีการฝังลูกนิมิต ปรากฎว่าค้างคาวได้บินไปจากวัดนานถึง 7 วัน เมื่อเสร็จงานแล้วจึงได้บินกลับมาอาศัยอยู่ดังเดิม และเมื่อพระครูสุตาลงกต มรณภาพเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2509 ค้างคาวได้ตกลงมาตายเป็นจำนวนมากมายราวกับค้างคาวสามารถรับรู้ได้ ซึ่งนับเป็นความประหลาดยิ่ง
ค้างคาววัดโพธิ์บางคล้าออกหากินในเวลากลางคืน หากมีเวลาบริเวณท่าน้ำหลังวัดสามารถรอดูค้างคาวแม่ไก่ออกหากินเต็มฟ้าช่วงโพล้เพล้หลังพระอาทิตย์ตก




